แชร์

CPAP คืออะไร ทำงานอย่างไร และเหมาะกับใคร

อัพเดทล่าสุด: 8 มิ.ย. 2026
2357 ผู้เข้าชม

CPAP คืออะไร

ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นภัยเงียบที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว การทำความเข้าใจว่า CPAP คืออะไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการรักษา อุปกรณ์นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าเครื่องช่วยหายใจตอนนอนทำหน้าที่ส่งแรงดันลมเพื่อเปิดทางเดินหายใจ ช่วยแก้ปัญหานอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับโดยเฉพาะ ทำให้ผู้ใช้งานสามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม พักผ่อนได้อย่างมีคุณภาพ ลดความเสี่ยงจากโรคร้ายแรง และฟื้นฟูร่างกายให้ตื่นมาพร้อมความสดชื่นในทุกเช้า

CPAP คืออะไร

เครื่อง CPAP (Continuous Positive Airway Pressure) คือ เครื่องอัดอากาศแรงดันบวกต่อเนื่อง ใช้สำหรับรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea - OSA) และอาการนอนกรน โดยส่งแรงดันอากาศผ่านทางจมูกหรือปากอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดทางเดินหายใจส่วนต้นให้กว้างขึ้นขณะนอนหลับ ช่วยให้หายใจได้สะดวกและป้องกันการหยุดหายใจ. ส่วนประกอบหลักของเครื่อง CPAP ได้แก่ เครื่องสร้างแรงดันลม หน้ากาก (มีทั้งแบบครอบจมูก, ครอบปากและจมูก) ท่อลม และอุปกรณ์เสริม เช่น เครื่องทำความชื้น

การทำงานของเครื่อง CPAP

การทำงานของเครื่อง CPAP

เครื่อง CPAP ทำงานโดยการสร้างแรงดันอากาศที่พอเหมาะและส่งไปยังหน้ากากที่เชื่อมต่อกับทางเดินหายใจของคุณ แรงดันนี้จะช่วยรักษาทางเดินหายใจให้เปิดอยู่ตลอดเวลาขณะหลับ ส่งผลให้คุณหายใจได้สะดวกขึ้น และลดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ การทำงานของเครื่อง CPAP คือการรักษาความสมดุลของแรงดันในทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาผู้ที่มีปัญหาหยุดหายใจขณะหลับ

ประเภทของเครื่อง CPAP

เครื่อง CPAP มีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับความต้องการและความสะดวกสบายของผู้ใช้:

  1. CPAP แบบมาตรฐาน : ให้แรงดันอากาศที่คงที่ตลอดคืน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีการหยุดหายใจขณะหลับในระดับที่สม่ำเสมอ
  2. Auto CPAP (APAP) : ปรับแรงดันอากาศตามความต้องการของผู้ใช้ในแต่ละช่วงเวลา เครื่องนี้สามารถปรับแรงดันได้อัตโนมัติตามการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ ทำให้ผู้ใช้นอนหลับได้อย่างสบายมากขึ้น
  3. Bi-level CPAP : ให้แรงดันอากาศที่แตกต่างกันระหว่างการหายใจเข้าและออก ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการปรับแรงดันที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

ข้อดี-ข้อเสียของ CPAP แต่ละประเภท

การทำความเข้าใจความแตกต่างของเครื่องแต่ละรุ่นจะช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เนื่องจากแต่ละประเภทมีลักษณะการจ่ายลมที่แตกต่างกันเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่หลากหลาย ดังนี้

CPAP แบบมาตรฐาน 

ข้อดีคือมีราคาประหยัดและใช้งานง่าย เนื่องจากจ่ายแรงดันคงที่ตามที่แพทย์กำหนดตลอดทั้งคืน เหมาะกับผู้ที่ไม่มีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับแรงดันลม อย่างไรก็ตาม ข้อเสียคือผู้ใช้อาจรู้สึกอึดอัดขณะหายใจออก เพราะต้องต้านกับแรงดันลมที่คงที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้บางรายอาจยอมแพ้และเลิกใช้ในช่วงแรกได้

Auto CPAP (APAP)  

เป็นประเภทที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ข้อดีของ Auto CPAP คือความสามารถในการปรับระดับแรงดันลมให้สูงขึ้นหรือต่ำลงโดยอัตโนมัติตามจังหวะการหายใจและการอุดกั้นจริง ช่วยให้นอนหลับได้เป็นธรรมชาติและสบายกว่าเครื่องแบบคงที่ ส่วนข้อเสียคือมีราคาสูงกว่าเครื่องมาตรฐาน แต่ถือว่าคุ้มค่าสำหรับผู้ที่ต้องการความสบายในการนอน

Bi-level CPAP 

เครื่องประเภทนี้มีข้อดีเด่นชัดคือการแยกแรงดันช่วงหายใจเข้าและหายใจออกอย่างชัดเจน ช่วยให้หายใจได้สะดวกมากโดยเฉพาะในผู้ที่ต้องการแรงดันรักษาสูงๆ หรือผู้มีปัญหาโรคปอด ข้อเสียคือเครื่องมีราคาสูงที่สุดและตัวเครื่องมักมีขนาดใหญ่กว่ารุ่นทั่วไป จึงมักใช้ในกรณีที่เครื่อง CPAP ปกติไม่สามารถตอบโจทย์การรักษาได้

Resmed AirSense 11 AutoSet CPAP Machine

อุปกรณ์ของเครื่อง CPAP

อุปกรณ์หลักของระบบ CPAP คือส่วนประกอบที่ทำงานสัมพันธ์กันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ได้แก่ ตัวเครื่องผลิตแรงดันอากาศที่ทำหน้าที่อัดอากาศ หน้ากาก CPAP ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น แบบครอบจมูก (Nasal Mask) หรือแบบครอบปากและจมูก (Full Face Mask) ท่อลมสำหรับส่งผ่านอากาศ และที่ขาดไม่ได้คือกระปุกใส่น้ำสำหรับทำความชื้น เพื่อเพิ่มความสบายและลดการระคายเคืองในทางเดินหายใจจากการโดนลมเป่าต่อเนื่อง

วิธีการใช้งานเครื่องช่วยนอนกรน CPAP

การเริ่มต้นใช้งานเครื่องช่วยหายใจตอนนอนอย่างถูกต้องจะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพและช่วยให้คุณปรับตัวได้ง่ายขึ้น โดยมีขั้นตอนสำคัญดังนี้ 

  1. เติมน้ำสะอาด เติมน้ำกลั่นหรือน้ำดื่มในกระปุกทำความชื้นก่อนใช้งานทุกครั้ง
  2. สวมหน้ากาก สวมหน้ากากให้กระชับพอดีกับใบหน้า ไม่แน่นหรือหลวมจนเกินไปเพื่อป้องกันลมรั่ว
  3. เปิดเครื่อง กดปุ่มเริ่มทำงาน เครื่องจะเริ่มส่งแรงดันลมตามค่าที่ตั้งไว้
  4. ปรับจังหวะหายใจ หายใจเข้า-ออกลึกๆ ตามปกติเพื่อให้ร่างกายคุ้นเคยกับแรงดันอากาศ
  5. ตรวจสอบความเรียบร้อย หากมีเสียงลมรั่วรอบ ๆ หน้ากาก ให้ขยับหน้ากากหรือปรับสายรัดใหม่

วิธีเลือกเครื่อง CPAP ให้เหมาะกับตัวเอง

การเลือกซื้อเครื่อง CPAP คือ การลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ดังนั้นควรพิจารณาจากผลการตรวจ Sleep Test เป็นหลัก หากคุณมีความดันที่เปลี่ยนแปลงบ่อย การเลือกแบบ Auto CPAP จะช่วยให้นอนสบายกว่า นอกจากนี้ควรพิจารณาเรื่องความเงียบของมอเตอร์ ขนาดเครื่องที่พกพาสะดวก และการเลือกหน้ากากที่เข้ากับสรีระใบหน้า เพื่อให้สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องทุกคืนโดยไม่อึดอัด

ประโยชน์ของการใช้เครื่อง CPAP

การใช้เครื่อง CPAP มีประโยชน์หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีปัญหาการหายใจขณะหลับ : 

  • ปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับ: การใช้เครื่อง CPAP ช่วยให้คุณมีการนอนหลับที่ลึกและสม่ำเสมอขึ้น ทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน
  • ลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพ: เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และภาวะหัวใจล้มเหลว การใช้เครื่อง CPAP อย่างต่อเนื่องสามารถลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • เพิ่มพลังงานและความตื่นตัวในเวลากลางวัน: คุณจะรู้สึกสดชื่นและมีพลังงานมากขึ้นในแต่ละวัน เนื่องจากการนอนหลับที่มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้เครื่อง CPAP ยังช่วยลดอาการกรนที่รบกวนทั้งตนเองและคนใกล้ชิด ทำให้การนอนหลับมีความสงบและต่อเนื่องมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพและความสัมพันธ์ในครอบครัว

ข้อเสียเเละข้อควรระวังสำหรับการใช้เครื่อง CPAP

การเริ่มต้นใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์อาจต้องอาศัยการปรับตัว แม้ว่าเครื่องช่วยหายใจตอนนอนจะมีประโยชน์อย่างมากในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับและช่วยลดอาการนอนกรน แต่ผู้ใช้งานใหม่อาจพบกับความไม่คุ้นเคยและผลกระทบข้างเคียงได้ การทำความเข้าใจข้อควรระวังจะช่วยให้สามารถใช้งานเครื่องได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

  • อาการคัดจมูก ปากและคอแห้ง เกิดจากการที่ลมเป่าเข้าสู่ทางเดินหายใจอย่างต่อเนื่อง สามารถแก้ไขได้โดยการใช้เครื่องทำความชื้น (Humidifier) ที่ต่อพ่วงกับตัวเครื่อง
  • ความรู้สึกอึดอัดจากหน้ากาก ในช่วงแรกผู้ใช้อาจรู้สึกไม่ชินกับการสวมใส่หน้ากากขณะหลับ ควรเลือกขนาดและประเภทของหน้ากากให้เหมาะสมกับรูปหน้าเพื่อลดความอึดอัด
  • รอยแดงบนใบหน้าหรือการระคายเคืองผิวหนัง มักเกิดจากการรัดสายรัดหน้ากากแน่นเกินไป ควรปรับสายให้กระชับพอดี ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป เพื่อป้องกันการรั่วของลมและลดการกดทับ
  • อาการท้องอืดจากลมเข้ากระเพาะ (Aerophagia) บางครั้งผู้ใช้งานอาจกลืนลมเข้าไปขณะหลับ หากมีอาการนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับลดแรงดันลม หรือเปลี่ยนไปใช้เครื่องประเภท Auto CPAP
  • เสียงรบกวนจากตัวเครื่อง แม้เทคโนโลยีปัจจุบันจะพัฒนาให้เครื่องทำงานได้เงียบมากแล้ว แต่หากเกิดเสียงดังผิดปกติ อาจเกิดจากหน้ากากรั่วหรือข้อต่อไม่สนิท ควรตรวจสอบอุปกรณ์ให้เรียบร้อยก่อนนอน

วิจัยเกี่ยวกับการเเก้นอนกรน

อ้างอิงข้อมูลจากบทความวิชาการโดยทีมแพทย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล การวินิจฉัยและผลลัพธ์ของการรักษาโรคนอนกรนมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

  • การใช้เครื่อง CPAP ถือเป็นมาตรฐานการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดทางการแพทย์ หลักการทำงานของ CPAP เป็นการส่งแรงดันลมเข้าไปเปิดขยายทางเดินหายใจที่ตีบแคบ การใช้เครื่องช่วยหายใจตอนนอนจึงสามารถแก้อาการนอนกรนและภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้อย่างตรงจุดและเห็นผลชัดเจนในผู้ใช้งานเกือบทุกราย
  • การใส่อุปกรณ์ทันตกรรม (ฟันยาง) ทันตแพทย์จะออกแบบฟันยางเพื่อช่วยดึงขากรรไกรล่างและลิ้นมาทางด้านหน้า วิธีนี้เปิดทางเดินหายใจได้ดีในกลุ่มที่มีอาการระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง แต่มักไม่ได้ผลกับผู้ที่มีอาการรุนแรง
  • การผ่าตัดเพดานอ่อนหรือลิ้นไก่ ช่วยลดเสียงกรนได้ดี แต่สามารถรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับได้ผลเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเท่านั้น และอาจเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน เช่น สำลักน้ำขึ้นจมูก จึงมักใช้เป็นการรักษาทางเลือกและต้องตรวจติดตามผลซ้ำ 

 

วิดีโอโดย : ศูนย์นิทราเวช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
ลิงค์ : https://www.youtube.com/watch?v=iM0HjDfFN9w&t=1s

อาการแบบไหนถึงควรใช้ CPAP 

หลายคนอาจสงสัยว่าอาการที่ตนเองเป็นอยู่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือไม่ สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าคุณควรเข้ารับการปรึกษาเพื่อเริ่มใช้ CPAP คืออาการผิดปกติที่เกิดขึ้นทั้งตอนหลับและตอนตื่น ดังนี้

ง่วงกลางวันผิดปกติ

อาการง่วงนอนรุนแรงระหว่างวันแม้จะรู้สึกว่านอนพอแล้ว เป็นสัญญาณชัดเจนว่าคุณภาพการนอนของคุณไม่ดี ร่างกายอาจพักผ่อนไม่เพียงพอเนื่องจากการหยุดหายใจขณะหลับซ้ำๆ ตลอดคืน ทำให้สมองตื่นตัวตลอดเวลาจนไม่ได้หลับลึก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและเสี่ยงต่ออุบัติเหตุจากการหลับในขณะขับรถได้

ตื่นมาไม่สดชื่น

หากคุณตื่นเช้ามาพร้อมกับความรู้สึกมึนงง ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเหมือนไม่ได้นอน นั่นเป็นเพราะร่างกายขาดออกซิเจนในขณะหลับ การใช้ CPAP คือวิธีการช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างต่อเนื่อง ช่วยให้หัวใจและสมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในตอนเช้า และลดอาการอ่อนเพลียสะสมในระยะยาว

นอนกรนเสียงดัง

การนอนกรนเสียงดังสลับกับเงียบไปชั่วขณะ เป็นอาการเบื้องต้นที่บ่งบอกว่าทางเดินหายใจกำลังถูกปิดกั้น เสียงกรนเกิดจากการสั่นสะเทือนของเนื้อเยื่อเมื่อลมผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง ซึ่งหากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ภาวะหยุดหายใจที่รุนแรงขึ้น เครื่อง CPAP จะช่วยเปิดทางเดินหายใจและกำจัดเสียงกรนให้หายไปอย่างเห็นผล

หยุดหายใจเป็นช่วง ๆ

อาการสำลักน้ำลาย สะดุ้งตื่นมาเฮือกหายใจ หรือคนข้างกายสังเกตเห็นว่าคุณหยุดหายใจไปเป็นพักๆ คือภาวะอันตรายที่สุด การใช้เครื่องช่วยหายใจจะเข้ามาช่วยพยุงทางเดินหายใจไม่ให้ปิดตัวลง ช่วยป้องกันภาวะออกซิเจนในเลือดต่ำ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจโต ความดันโลหิตสูง และภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน 

CPAP ราคาเท่าไหร่ และหาซื้อได้ที่ไหน

ราคาของเครื่อง CPAP คือปัจจัยที่ขึ้นอยู่กับฟีเจอร์และแบรนด์ โดยทั่วไปเครื่องคุณภาพมาตรฐานจนถึงรุ่นไฮเอนด์จะมีราคาตั้งแต่ 20,000 - 60,000 บาทขึ้นไป การเลือกซื้อควรเลือกจากตัวแทนจำหน่ายที่น่าเชื่อถืออย่าง ตัวแทนจำหน่ายเครื่อง CPAP Resmed อย่างเป็นทางการ และศูนย์บริการหลังการขาย Resmed ในประเทศไทย มีผู้เชี่ยวชาญ (Sleep Specialist) คอยให้คำแนะนำในการปรับตั้งค่าเครื่องและบริการหลังการขายเพื่อการใช้งานที่ยาวนาน

ปัญหาที่พบบ่อยในเครื่อง CPAP มีอะไรบ้าง

ปัญหาที่ผู้ใช้งานใหม่มักพบในเครื่อง CPAP คืออาการจมูกแห้ง ระคายเคืองคอ หรือลมรั่วข้างหน้ากาก ซึ่งมักเกิดจากการปรับสายรัดไม่พอดีหรือยังไม่ได้เปิดระบบทำความชื้น นอกจากนี้ บางรายอาจรู้สึกท้องอืดจากการกลืนลม ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการปรับระดับแรงดันหรือเปลี่ยนเป็นระบบ Auto CPAP เพื่อให้จังหวะลมสอดคล้องกับการหายใจมากขึ้น

การดูแลรักษาเครื่อง CPAP

เพื่อให้เครื่อง CPAP ของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยาวนาน ควรดูแลรักษาเครื่องอย่างสม่ำเสมอ:

  • ทำความสะอาดหน้ากากและท่ออากาศ: อย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เพื่อป้องกันการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและฝุ่นละอองที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ
  • เปลี่ยนฟิลเตอร์อากาศ: ตามคำแนะนำของผู้ผลิต การเปลี่ยนฟิลเตอร์อย่างสม่ำเสมอช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตรวจสอบและซ่อมบำรุงตามความจำเป็น: เพื่อตรวจสอบว่าทุกส่วนของเครื่องยังทำงานได้ดี การตรวจสอบและซ่อมบำรุงช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่อง CPAP

การดูแลรักษาเครื่อง CPAP อย่างถูกต้องไม่เพียงแต่ช่วยให้เครื่องทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาทางสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้งานเครื่องที่ไม่สะอาด

ซื้อ CPAP กับ P.K. Healthcare and Medical ดีอย่างไร

P.K. Healthcare คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องช่วยหายใจ CPAP และ BiPAP ที่ได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน เราเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่าง ResMed โดยตรง พร้อมทีม Sleep Specialist ที่คอยให้คำปรึกษาตั้งแต่การเลือกเครื่องให้เหมาะกับผล Sleep Test ไปจนถึงการติดตามผลการรักษา เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าจะได้รับการพักผ่อนที่ดีที่สุดพร้อมบริการหลังการขายที่ครบวงจร

สรุป

เครื่อง CPAP

ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการรักษาผู้ป่วยมักจะต้องผ่านการตรวจประเมินด้วยการทำ Home Sleep Test เพื่อวิเคราะห์คุณภาพการนอนหลับเสียก่อน เมื่อพบความผิดปกติแพทย์จะแนะนำให้ใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เหมาะสม โดยการใช้เครื่อง CPAP เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการรักษาภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวมของคุณ การทำความรู้จักกับเครื่อง CPAP และการใช้งานอย่างถูกต้องจะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากการรักษานี้

การใช้เครื่อง CPAP ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณนอนหลับได้อย่างมีคุณภาพ แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับที่ไม่ดี การเลือกเครื่องที่เหมาะสมและการดูแลรักษาอย่างถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเครื่อง CPAP

รวบรวมข้อสงสัยที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้งานเครื่องช่วยหายใจ CPAP และความรู้เบื้องต้นสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องและการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

เครื่อง CPAP เหมาะกับใครบ้าง

เครื่องนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอนหลับที่มีสาเหตุจากทางเดินหายใจอุดกั้น ผู้ที่มีอาการนอนกรนเสียงดังผิดปกติ มีอาการสำลักหรือหยุดหายใจขณะหลับ รวมถึงผู้ที่ตื่นมาแล้วไม่สดชื่นและง่วงนอนรุนแรงในเวลากลางวัน ซึ่งแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตอนนอนเพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งตลอดคืน

CPAP ต่างจาก BiPAP อย่างไร

CPAP เป็นระบบที่จ่ายลมด้วยแรงดันคงที่ตลอดการนอนหลับ ขณะที่ BiPAP ปรับแรงดันลมตามการหายใจ โดยแรงดันสูงขณะหายใจเข้า และลดแรงดันลงเมื่อหายใจออก ทำให้หายใจสบายกว่า

ต้องใช้ทุกคืนไหม

เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุดจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจตอนนอนทุกคืนตลอดระยะเวลาการนอน หรืออย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อคืนขึ้นไป การหยุดใช้เครื่องจะทำให้อาการหยุดหายใจขณะหลับและเสียงกรนกลับมาทันที ส่งผลให้คุณภาพการนอนลดลง ร่างกายขาดออกซิเจน และกลับมามีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพเช่นเดิม

การดูแลเครื่อง CPAP ทำอย่างไร

ควรเทน้ำทิ้งจากกระปุกทำความชื้นและตากให้แห้งทุกวัน ล้างทำความสะอาดหน้ากากและท่อลมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ แล้วผึ่งลมให้แห้งในที่ร่ม ห้ามตากแดด สิ่งสำคัญคือต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นกรองอากาศตามระยะที่กำหนด เพื่อป้องกันฝุ่นเข้าสู่ตัวเครื่องและระบบทางเดินหายใจ

เครื่องช่วยหายใจตอนนอนมีช่วงราคาเท่าไหร่

ราคาของเครื่องช่วยหายใจตอนนอนมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับประเภท ฟังก์ชันเสริม และเทคโนโลยีของแต่ละรุ่น โดยทั่วไปราคาจะเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่นกลาง ๆ ไปจนถึงหลักหลายหมื่นบาท สำหรับเครื่องมาตรฐานระดับโลกอย่าง ResMed แนะนำให้สอบถามโปรโมชั่นล่าสุดจากตัวแทนจำหน่ายโดยตรงเพื่อความคุ้มค่า


เรียบเรียงโดย  ภคิณ จินดาพล
Sleep Specialist

 

บทความที่เกี่ยวข้อง
เครื่อง CPAP ราคาต่างกันจากอะไร มีกี่ประเภท
มาดูกันว่า ราคาเครื่อง CPAP ที่แตกต่างกัน มาจากปัจจัยอะไร และ เครื่อง CPAP มีกี่ประเภท และ ควรเลือกใช้แบบไหนดี
16 ม.ค. 2026
รู้ไว้ก่อนซื้อเครื่อง CPAP มาใช้งาน
คำแนะนำสำคัญก่อนซื้อเครื่อง CPAP เพื่อการนอนหลับที่ดียิ่งขึ้น เลือกเครื่อง CPAP ที่เหมาะจาก ResMed, Philips, และอื่นๆ ได้ที่นี่ !
14 ต.ค. 2025
BiPAP คืออะไร แตกต่างจาก CPAP อย่างไร
BiPAP คือเครื่องช่วยหายใจแรงดัน 2 ระดับ ต่างจาก CPAP ที่จ่ายแรงดันคงที่ โดย BiPAP จะลดแรงดันตอนหายใจออก เหมาะกับผู้ป่วยทางเดินหายใจที่ซับซ้อน
25 มี.ค. 2026
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้